วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2555

Some Other Day - Singular ft.Depapepe

        Goes something like "I really love that song! I love that tuuuuuune, oh I love that song! I really love that song! I love that song!" LOL


Song : Some Other Day
Album : The White Room Decoration
Artist : Singular ft. DEPAPEPE

เป็นความบังเอิญในชีวิต
หรือโชคชะตาที่คิด
ขีดเขียนให้เธอข้างกาย
ไม่รู้สุดเส้นทางเมื่อไร
หรือจะเป็นยังไง
แค่เพียงตอนนี้
เก็บเกี่ยวทุกอย่างที่มี
ใช้วันและคืนที่ดี
ให้คุ้มค่าในหัวใจ
เมื่อวันฉันและเธอต้องไป
เพราะไม่รู้เมื่อไร
ใกล้หรือไกลกัน

* เราจะมี เวลาที่แสนดี
ในวันที่เงียบเหงา
เราจะมี เรื่องราวให้ฝันดี
ในบางคืนที่มันอ่อนไหว
music.ohohey.com
** เพื่อวันพรุ่งนี้ ถ้าไม่ได้พบกัน
เก็บสิ่งเหล่านั้น ของวันที่เคยสดใส
ถ้อยคำและท่วงทำนองของใจ
แม้ไม่เคยมากมายเท่าไรก็ตาม
เมื่อวันพรุ่งนี้ ถ้าไม่ได้พบกัน
ให้สิ่งเหล่านั้นเป็นดังบทเพลงเรียงร้อยหัวใจ
ทุกวันที่ต้องไกล เราจะได้พบกันใหม่อย่างที่ใจต้องการ
(*,**)

       This is one of the best songs that inspired me. I heard the song on my facebook friend's wall. A popular brand of Thailand sings it. :)
       I adore this song. It says everything I am unable to express with words of my own. It's vulnerable and honest and true. This is the risk we take with our heart. Putting ourselves out there, completely vulnerable and naked with only our feelings that are showing.

วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2555

The Way Home คุณยายผมดีที่สุดในโลก


วิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่อง The Way Home คุณยายผมดีที่สุดในโลก
ภาพยนตร์แนวชีวิตเรื่องนี้ถ่ายทอดภูมิปัญญาชีวิตและธรรมชาติผ่านภาพความสัมพันธ์ระหว่างหลานชายวัย 7ขวบกับคุณยายวัย 77 ปี ​ที่ต้องมาใช้ชีวิตร่วมกันในบ้านกลางป่าซึ่งห่างไกลจากความเจริญ โดยผู้แต่งได้เขียนบทด้วยการเพิ่มรายละเอียดต่างๆเข้าไปในเรื่อง จนทำให้เรื่องราวของสองยายหลานสะท้อนความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมชนบทกับวัฒนธรรมเมือง

ตัวละครหลัก
ซังวู หลานชายซึ่งมาจากเมืองใหญ่ พร้อมกับวีดีโอเกม น้ำอัดลมกระป๋อง ​และหุ่นยนต์รุ่นล่าสุด ต้องมาอาศัยอยู่กับยายที่บ้านกลางป่า เนื่องจากแม่ไม่มีเวลาเลี้ยงดูในช่วงปิดเทอม
ยาย ผู้หลังค่อม ​เป็นใบ้ ​และเชื่องช้า มีชีวิตอยู่อย่างชาวบ้านธรรมดาที่ค่อนข้างแร้นแค้นและโดดเดี่ยวไร้ลูกหลานคอยดูแล
1.) ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดเรื่องด้วยการโดยสารรถไฟไปหายาย ซังวูถามแม่ว่ายายเป็นใบ้จริงหรือ  ถ้าเช่นนั้น อย่างน้อยผมก็ไม่ต้องทนฟังเสียงบ่นเหมือนตอนที่อยู่กับแม่ น้ำเสียงที่ใช้บ่งบอกว่าซังวูคิดเช่นนั้นจริงๆ มากกว่าที่จะเป็นการเย้าแหย่ด้วยความรัก
ฉากสั้นๆนี้สามารถบอกเล่าความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองได้อย่างชัดเจน ในสังคมสมัยใหม่ที่ผู้หญิงออกมาทำงานนอกบ้าน แล้วปล่อยให้ลูกอยู่บ้านตามลำพังโดยมีโทรทัศน์และของเล่นต่างๆเป็นเพื่อน ทำให้เด็กที่เติบโตมาในสภาพเช่นนี้ มักจะเป็นคนก้าวร้าว มีจิตใจหยาบกระด้าง เด็กเหล่านี้จะไม่รู้จักความอบอุ่นจากอ้อมกอดแม่เพราะคุ้นเคยแต่กับการคุยกันทางโทรศัพท์ ทำให้เขาไม่รู้จักการอ่อนน้อมเมื่อพูดกับผู้ใหญ่

หลังจากนั้นไม่มีการสื่อสารใดๆ ระหว่างคนทั้งสองไปตลอดการเดินทาง ซังวูหมกมุ่นอยู่กับการเล่นเกมกด ส่วนแม่ของเขาก็เอาแต่นอน จนกระทั่งความเงียบถูกแทนที่ด้วยเสียงพูดคุยทักทายกันของชาวบ้าน และเสียงร้องของเป็ดไก่  เมื่อทั้งสองเปลี่ยนมาโดยสารรถประจำทางที่วิ่งเข้าหมู่บ้าน ทั้งซังวูและแม่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่พอใจที่พื้นที่ส่วนตัวถูกรุกราน
วิทยาการสมัยใหม่ เช่น เกมกด, โทรศัพท์มือถือ, วิทยุ ส่งเสริมให้คนในเมืองมี โลกส่วนตัว ของตัวเอง นานๆเข้าก็กลายเป็นการตัดขาดตัวเองจาก โลกภายนอก ไม่มีใครสนใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่อยู่รอบๆตัว ในขณะที่หมู่บ้านซึ่งยายของซังวูอาศัยอยู่ ความทันสมัยเหล่านี้ยังเข้าไปไม่ถึง ผู้คนในหมู่บ้านยังคงมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และเอื้ออาทรห่วงใยกัน  คำว่าเพื่อนบ้านของสังคมชนบทจึงมีความหมายมากกว่าแค่คนที่ปลูกบ้านอยู่ติดกัน
2.) เรื่องราวของสองยายหลาน มีการสื่อสารระหว่าง หลานที่พูดได้กับคุณยายที่เป็นใบ้
การสื่อสารของภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่แค่บทพูด แต่เป็นการสื่อสาร 2 ทาง โดยฝ่ายหนึ่งใช้คำพูดและอีกคนหนึ่งใช้สายตาและการกระทำ

3.) ฉากยายเอายาบำรุงที่แม่ของซังวูซื้อมาฝาก ไปมอบให้เพื่อนบ้านที่กำลังป่วยอยู่ เพื่อนบ้านคนนั้นไม่กล้ารับเอาไว้เพราะเกรงใจ แต่ยายก็ไม่ยอมรับคืน สุดท้ายเขาก็เอ่ยปากขอบคุณในน้ำใจที่ยายหยิบยื่นให้ และเสียใจที่ไม่มีอะไรจะมอบให้เป็นการตอบแทน แล้วซังวูก็พูดขึ้นว่าที่บ้านของเขาค่อนข้างขาดแคลนเสื้อผ้าใหม่ๆและสุดท้ายเขาก็ได้เสื้อใหม่มาใส่
นับว่าเป็นมุขตลกที่เสียดสีความก้าวหน้าทางการศึกษา ในขณะที่คนไร้การศึกษาอย่างยายช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์ใจไม่ได้หวังอะไรตอบแทน แต่การศึกษากลับสอนให้เด็กอย่างซังวูกลายเป็นคนเจ้าเล่ห์ คิดแต่เรื่องของผลประโยชน์ส่วนตัว และพร้อมจะเรียกร้องเอาจากคนอื่นทุกเมื่อที่มีโอกาส
4.) ฉากซังวูกำลังนั่งกินข้าวอยู่ แล้วมีแมลงเดินผ่าน ซังวูร้องตะโกนด้วยความกลัวและร้องเรียกหาสิ่งที่จะสามารถใช้ฆ่ามันได้ เมื่อยายจับแมลงตัวนั้นได้ ซังวูร้องบอกให้ฆ่ามัน แต่ยายลุกขึ้นเดินอย่างช้าๆไปที่หน้าต่างแล้วจึงปล่อยมันไป
ฉากนี้ให้ข้อคิดแฝงไว้ เนื่องจากแมลงตัวนั้นมันเดินของมันอยู่ดีๆ ไม่ได้ไปทำอันตรายใคร มนุษย์เราไม่มีสิทธิ์ที่จะไปตัดสินว่าชีวิตของมันควรสิ้นสุดลง เพียงแค่เราไม่ชอบรูปลักษณ์ของมัน แค่เราไล่มันให้ไปไกลๆก็เพียงพอแล้ว แต่เด็กจากสังคมเมืองอย่างซังวู ไม่มีความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างๆในธรรมชาติ การที่แมลงขุดคุ้ยลงไปในดินเพื่อหาอาหารช่วยให้ดินเกิดความร่วนซุย ซึ่งส่งผลให้การเพาะปลูกได้ผลผลิตที่งอกงามเพื่อรอการเก็บเกี่ยว สุดท้ายก็เจริญมาเป็นอาหารดีๆให้ซังวูได้กิน

5.) ฉากคืนหนึ่งที่ซังวูได้เรียนรู้ว่า  ไก่ต้มธรรมดาๆ ก็อร่อยได้ไม่แพ้ไก่เคเอฟซี  ในขณะที่เขากำลังหิว
เป็นมุขตลกที่เสียดสีค่านิยมสมัยใหม่ สังคมแบบวัตถุนิยมทำให้ซังวูเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความหรูหรา ฟุ่มเฟือย พึ่งพาแต่สิ่งไร้สาระอย่างเกมกดและของเล่นสมัยใหม่ ทำให้เขามองข้ามปัจจัยพื้นฐานที่ชีวิตต้องการ

6.) การกระทำของยาย
6.1) เมื่อหาปิ่นปักผมไม่เจอ เพราะซังวูขโมยไป ยายก็ใช้ช้อนทองเหลืองปักผมแทน โดยไม่ได้ฉุนเฉียวหรือติดใจอะไร
6.2) ฉากที่ยายพยายามไปหาไก่ให้ซังวูกินท่ามกลางลมพายุแต่ก็ไม่ถูกใจซังวูเพราะเขาต้องการกินไก่เคเอฟซี แม้ซังวูจะแสดงความไม่พอใจ แต่ยายก็ไม่ได้โต้ตอบอะไร
6.3) ฉากที่ยายหาเงินมาด้วยความยากลำบาก เพื่อมาจ่ายค่าอาหารและน้ำอัดลมให้ซังวูที่ร้านอาหารในเมือง ในขณะที่ยายแทบจะไม่กินอะไรเลย
6.4) ทุกครั้งที่ซังวูไม่พอใจยาย  ยายได้แต่เอามือมาวนที่หน้าอก ซึ่งซังวูไม่รู้ว่าหมายความว่าอย่างไร
ทุกการกระทำของยายแสดงถึงการสื่อเอาความรักและความอบอุ่นมอบให้หลานชายอย่างเปี่ยมล้นหัวใจ

7.) ฉากเมื่อถ่านไฟฟ้าในเกมกดของซังวูหมด  แต่ยายไม่มีเงินให้เขาซื้อถ่านก้อนใหม่  เขาจึงหาทางไปซื้อถ่านจนหลงทางกลับมา
เป็นฉากที่แสดงความเป็นเด็กและความไร้เดียงสาของซังวู

8.) ฉากเมื่อยายพาหลานเข้าย่านค้าขาย ยายขายของจากการเพาะปลูกเล็กๆน้อยๆ เพื่อให้หลานคนนี้ใช้จ่ายตามความพอใจ ยายนำเงินที่ได้จากการขายพืชผักที่ยายปลูกเองไปซื้อรองเท้าคู่ใหม่และพาซังวูไปกินบะหมี่
                สังเกตได้ว่า เมื่อซังวูเห็นว่ายายของเขาหาเงินมาด้วยความยากลำบาก เขาก็เริ่มรู้สึกว่าตนเองไม่ได้มีความสุขอย่างแท้จริงเมื่อได้รองเท้าหรืออาหารอร่อยๆ แต่มันเป็นเพียงสิ่งที่นำมาปกปิดความอ่อนแอต่อโลกแปลกถิ่นของเด็กตัวเล็กๆคนหนึ่ง

9.) ฉากยายหลานกำลังจะกลับบ้านหลังจากพากันเข้าเมือง ยายได้ส่งซังวูขึ้นรถกลับบ้านและซื้อขนมให้ซังวูกินระหว่างทาง แต่ตัวยายเองไม่ยอมขึ้นรถด้วย ซึ่งซังวูไม่รู้ว่าเพราะอะไร เมื่อซังวูถึงที่หมาย จึงนั่งรอยายที่ป้ายรถหน้าบ้าน รอแล้วรอเล่า จนรถเที่ยวสุดท้ายผ่านมา ซังวูรีบชะเง้อหายาย แต่ไม่เห็นใครบนรถ  แต่กลับเห็นหญิงชราคนหนึ่งเดินมาตามทางอย่างอ่อนแรง ทำให้ซังวูรู้ทันทีว่าที่ยายไม่กลับมากับเขา เพราะมีค่ารถไม่พอสำหรับคนสองคน
ฉากนี้ใช้จังหวะภาพที่ตัดจากรถเลี้ยวกลับพร้อมกับภาพยายที่กำลังเดินมา และสายตาของซังวูที่มองยายอย่างนึกไม่ถึง ทำให้สะท้อนอารมณ์และความรู้สึกของสองยายหลานได้อย่างหนักหน่วง

10.) เมื่อยายล้มป่วยลง ซังวูคอยดูแลอย่างใกล้ชิด พยายามหาทางทำให้ยายของเขารู้สึกอุ่น ไม่ว่าจะเป็นผ้าทุกชิ้นหรืออาหารร้อนๆ
เสมือนการขอโทษในสิ่งต่างๆที่เขาทำไว้กับยาย

11.) ฉากวันหนึ่งซังวูไปแกล้งเด็กชายเพื่อนบ้านให้วิ่งหนีวัว เมื่อสำนึกผิดและไม่รู้จะทำอย่างไร จึงลองทำมืออย่างยายดูบ้าง คือใช้มือวนที่หน้าอก ทำให้เขาได้เข้าใจว่า แท้จริงแล้วการเอามือวนที่หน้าอกนั้นหมายความว่าอย่างไร
ตัวละครในหนังนอกจากยายหลานแล้ว ยังมีเพื่อนบ้านซึ่งเป็นตัวละครที่สื่อถึงความคิดความอ่านของซังวูที่เปลี่ยนแปลงไป จากที่เคยเป็นเด็กที่ขอโทษใครไม่เป็นและเอาแต่ใจตัวเอง ได้ซึมซับเอาความโอบอ้อมอารี ความมีน้ำใจ ความอดทนอดกลั้น และการเอาใจเขามาใส่ใจเราจากยาย  ทำให้ซังวูเปลี่ยนแปลงตัวเองกลายเป็นเด็กที่รู้จักคิดและมีความรู้สึกถึงจิตใจคนอื่น
ซังวูเริ่มจากการพูดขอโทษแบบเขินอายกับเด็กชายที่เขาแกล้งให้วิ่งหนีวัว ซึ่งเป็นช่วงที่เขาเริ่มยอมรับในตัวยายที่เขาเคยเรียกว่ายายใบ้ปัญญาอ่อน จนมาถึงช่วงท้ายเมื่อเขาทำมือวนที่หน้าอก ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ตอนนี้ซังวูไม่เพียงแต่จะ "แพ้ความดี" ของยายเท่านั้น แต่เขายังยอมรับยายอย่างหมดหัวใจด้วยการยอมพูดกับยายด้วย "ภาษาของยาย" อย่างไม่เขินอายใดๆอีกเลย

12.) เด็กชายเพื่อนบ้านวิ่งหนีวัวแม้ซังวูจะโกหก แต่เขาก็เผลอเชื่อโดยไม่ทันมองว่าวัวนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ และสุดท้ายซังวูเองก็ต้องวิ่งหนีวัวดังกล่าวเช่นกัน
                ความมุทะลุพุ่งเข้าชนของวัวในเรื่องนี้สื่อได้ถึงกระแสการเปลี่ยนแปลงที่ไหลบ่าเข้ามา  ไม่เพียงเด็กชายเพื่อนบ้านที่วิ่งหนีการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมและสิ่งต่างๆที่โถมซัดจากเมืองสู่ชนบท แต่ซังวูเองก็ต้องวิ่งหนีความเปลี่ยนแปลงนั้นเช่นเดียวกัน
The Way Home ชื่อของภาพยนตร์จึงไม่ได้หมายถึงเพียงเส้นทางกลับบ้านเกิด แต่ย่อมหมายถึงเส้นทางกลับสู่พื้นฐานบ้านเกิดที่แท้จริงของมนุษย์ นั่นคือธรรมชาติ อาจอนุมานได้ว่ายายใบ้ผู้ไม่เคยพูดอะไร เป็นตัวแทนของธรรมชาติผู้มีแต่ให้ โดยไม่เคยหวังสิ่งตอบแทนใดๆ
13.) ฉากที่แสดงให้เห็นว่า อย่างไรก็ตามซังวูก็ยังไม่พอใจในตัวยายเพราะยังไม่ได้ในสิ่งที่เขาเรียกร้องมาโดยตลอด นั่นคือถ่านเกมกดที่ไม่สามารถหาซื้อได้ในชนบทแห่งนี้ แต่ยายก็ได้ห่อบางสิ่งด้วยกระดาษไว้กับเกมกดของเขาซึ่งซังวูไม่ได้ใส่ใจ เพราะเขามัวแต่สนใจสาวน้อยน่ารักที่เขาถูกใจ และซังวูกำลังจะนำของเล่นใส่รถลากเพื่อไปแลกกับตุ๊กตาของสาวน้อยคนนั้น
หลังจากแลกตุ๊กตาแล้ว ระหว่างทางกลับบ้าน ซังวูเกิดอุบัติเหตุและล้มลง เขาพยายามหาสิ่งที่จะนำมาเช็ดเลือด จึงหยิบกระดาษที่ยายห่อบางสิ่งไว้กับเกมกดและซังวูก็ได้รู้ว่ายายไม่ได้ละเลยต่อสิ่งที่เขาเรียกร้องเลย  เขาไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ จึงเดินกลับบ้านด้วยการร้องไห้โฮ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ยายตามหาเขาพอดี ซังวูดีใจมากและเข้าใจยายทุกอย่าง  ซังวูรู้แล้วว่ายายรักเขามากเพียงใด
                ฉากนี้แสดงให้เห็นได้ชัดว่า แม้ภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่มีบทพูดมากมาย  ไม่ต้องพรรณนาว่ายายรักหลาน หลานรักยาย แต่ก็เป็นเหมือนละครใบ้ที่กระแทกอารมณ์ให้ซาบซึ้งถึงความรัก​ระหว่างยายชรากับหลานชายจอมดื้อได้เป็นอย่างดี

                14.) เมื่อถึงวันที่แม่ของซังวูมารับกลับบ้าน ก่อนขึ้นรถซังวูได้มอบการ์ดให้แก่ยายโดยไม่หันหลังกลับมามอง แต่ก่อนรถจะลับตา ซังวูไม่ลืมที่จะทำสัญลักษณ์มือวนรอบอกอย่างที่ยายเคยทำกับเขา และมันเป็นสิ่งที่เขาอยากจะบอกกับยายมากที่สุดในเวลานั้นว่า ผมขอโทษ และภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เฉลยในตอนท้ายว่าซังวูวาดอะไรบนการ์ดให้ยาย
                นับป็นการสรุปที่ยอดเยี่ยม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสุดท้ายทุกชีวิตก็ต้องดำเนินไปตามวิถีของตนเอง ซังวูกลับไปสู่เมืองใหญ่และเฝ้ารอว่าสักวันจะได้พบยายอีก  ส่วนยายของเขาก็เดินกลับบ้านไปตามทางที่คุ้นเคยเพื่อกลับไปใช้ชีวิตตามปกติเหมือนเดิม
น้ำหยดลงหินทุกวัน หินสามารถกร่อนได้ฉันใด  จิตใจของเด็กน้อยก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ฉันนั้น เด็กน้อยเหมือนผ้าขาวที่เราแต่งแต้มสีอะไรลงไปเด็กก็จะเป็นตามนั้น คุณยายถึงจะเป็นใบ้แต่ก็ได้สื่อเอาความรัก ความอบอุ่นเอาไว้ในใจหลานได้อย่างเปี่ยมล้น และที่สำคัญซังวูก็รักยายมากขึ้นทุกวันจนแทบล้นหัวใจเช่นกัน
ตลอดทั้งเรื่องจะเห็นว่า ท่วงทำนองในการใช้ชีวิตของยายหลานค่อนข้างต่างกันมาก  ซังวูเป็นเด็กตามแบบฉบับของคนเมืองที่ชีวิตต้องเร่งรีบตลอดเวลาเพื่อให้ตามคนอื่นทัน ส่วนคุณยายเป็นคนที่มีชีวิตแบบพออยู่พอกิน ไม่มุ่งเน้นว่าจะต้องร่ำรวยอะไร ถ้าคนสมัยใหม่ใช้ชีวิตแบบ มองไปข้างหน้า ยายก็เป็นพวกใช้ชีวิตแบบ มองมาด้านข้าง
ในตอนจบของเรื่องยายสามารถเปลี่ยนซังวูให้กลายเป็นคนที่รู้จักหันมามองคนรอบข้างได้  และประเด็นสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้คือการโน้มน้าวให้คนยุคใหม่หันมามองด้านข้าง เพื่อทำลายกำแพงความแตกต่างของสังคมและเพื่อลดช่องว่างของความผูกพันที่จะถูกเติมเต็มโดยครอบครัว

อ้างอิง
Sbuyhosting. The Way Home คุณยายผมดีที่สุดในโลก 1DVD Master พากษ์ไทย. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://dvdzaza.com/catalog.php?idp=3430. (วันที่ค้นข้อมูล : 21 มกราคม 2555).
MUU-TAH. The Way Home:: คุณยายผม...ดีที่สุดในโลก. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://www.diaryclub.com/blog/zhonglarn/20100829/The-Way-Home-คุณยายผม-ดีที่สุดใน-ลก-ชีวิตประจำวัน.php. (วันที่ค้นข้อมูล : 21 มกราคม 2555).
เรียวจันทร์. คุณยายผม...ดีที่สุดในโลก!. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://noknoi.com/magazine/article.php?t=262. (วันที่ค้นข้อมูล : 21 มกราคม 2555).
yuttipung. The Way Home : ทางกลับบ้านที่หลายคนหลงลืม. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=yuttipung&month=02-07-2005&group=1&gblog=25. (วันที่ค้นข้อมูล : 21 มกราคม 2555).
land_scape_man. การวิจารณ์ภาพยนตร์. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=filmlover&month=09-12-2007&group=7&gblog=13 (วันที่ค้นข้อมูล : 21 มกราคม 2555).


Who Moved My Cheese? ใครเอาเนยแข็งของฉันไป




นิทาน Who Moved My Cheese? (ใครเอาเนยแข็งของฉันไป)
                นิทาน Who Moved My Cheese? (ใครเอาเนยแข็งของฉันไป) แต่งโดย สเปนเซอร์  จอห์นสัน เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเขาวงกต ซึ่งเป็นที่อยู่ของหนูสองตัวและคนตัวเล็กสองคนที่ต่างใช้เวลาค้นหาเนยแข็งของตนเอง

ตัวละครในเรื่องประกอบด้วย
1.       Sniff  คือ หนูที่มักจะหาเนยแข็งโดยการดมกลิ่นไปเรื่อยๆ ซึ่งมันจะทราบการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
2.       Scurry คือ หนูที่มีการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว หนูนอกจากจะมีความสามารถในการดมกลิ่นสูงแล้ว ยังมีความสามารถในการเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย อย่างไรก็ตามการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วนั้นทำให้หนูหลงทางหรือชนกำแพงบ่อยครั้ง
3.       Hem คือ คนตัวเล็กที่มีนิสัยชอบยึดติดอยู่กับความเชื่อเก่าๆ และไม่ยอมเปลี่ยนแปลงทัศนคติตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
4.       Haw คือ คนตัวเล็กที่มีนิสัยชอบลังเล ไม่ค่อยกล้าตัดสินใจเปลี่ยนแปลงทัศนคติในตอนแรก แต่สุดท้ายก็เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ดี ยิ่งเปลี่ยนแปลงได้เร็วเท่าไร ก็จะสามารถค้นพบสิ่งใหม่ๆที่ดีกว่าได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น และสามารถมีความสุขได้ในขณะเดินทางไปพร้อมๆกับการเปลี่ยนแปลงแม้ยังไม่พบเนยแข็งของตน

ในเนื้อเรื่อง เนยแข็งสำหรับหนูสองตัวหมายถึง เนยแข็งที่เป็นอาหาร เมื่ออาหารของมันหมด มันก็จะเปลี่ยนแปลงไปหาอาหารในที่แห่งใหม่ พวกมันใช้วิธีการลองผิดลองถูกในการค้นหาเนยแข็ง ซึ่งต่างจากเนยแข็งสำหรับคนตัวเล็กสองคน ไม่เพียงหมายถึงเนยแข็งที่เป็นอาหาร แต่ยังสื่อถึงสิ่งที่ตอบสนองความต้องการอื่นๆอีกมากมาย เช่น ความมั่นคงในชีวิต เงิน บ้านหลังใหญ่ อิสรภาพ สุขภาพที่ดี เป็นต้น ทั้งสองคนมีความเชื่อมากมายและใช้วิธีการวิเคราะห์อย่างซับซ้อนในการค้นหาเนยแข็ง
คำว่า เนยแข็ง ในเรื่องนี้จึงเปรียบเสมือนสิ่งที่สิ่งมีชีวิตอยากได้ อยากมี อยากเป็น และต่างแสวงหามันเพราะเชื่อว่ามันจะทำให้เรามีความสุข เมื่อเราได้มันมาเราก็มักจะยึดติดกับมัน เมื่อเราสูญเสียมันไปก็มักจะเจ็บปวดและเสียใจ สิ่งเหล่านี้ต้องเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงต้องเกิดขึ้นตลอดเวลาและอาจนำไปสู่สิ่งที่เราต้องการหรือไม่ต้องการก็ได้
คำว่า เขาวงกต ในเรื่องนี้เปรียบเสมือนสถานที่หรืออาณาบริเวณที่เราใช้ชีวิตอยู่ อาจเป็นที่อยู่อาศัย องค์กรที่เราทำงานอยู่ รวมไปถึงความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นอีกด้วย
มนุษย์แยกประเภทของตนเองออกจากสัตว์ชนิดอื่น เนื่องจากมีโครงสร้างของสมองแตกต่างกัน มนุษย์มีสมองที่ซับซ้อน มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เข้าใจ และจดจำสิ่งต่างๆที่ตนประสบ แล้วอุปมาสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นความดีความชั่ว สีขาวสีดำ ความรวยความจนด้วยเหตุผลตามทัศนคติของตน และอุปมาการได้ครอบครองสิ่งที่ตนต้องการว่า ความสุข แต่สัตว์ชนิดอื่นมีสมองที่ไม่ซับซ้อน จึงเรียนรู้ได้น้อยกว่ามนุษย์ ส่วนใหญ่มีความสามารถเพียงการลองผิดลองถูก
การมีโครงสร้างของสมองที่แตกต่างกันจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ความต้องการของมนุษย์มีมากกว่าสัตว์ชนิดอื่นหลายเท่า มนุษย์ต้องการสิ่งตอบสนองความต้องการมากมายอย่างนับไม่ถ้วน ในขณะที่สัตว์ เช่น หนู มีความต้องการเพียงสิ่งที่ตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานที่ทำให้พวกมันสามารถดำเนินชีวิตอยู่รอดและสามารถดำรงเผ่าพันธุ์ไว้ได้ ได้แก่ อาหาร ที่อยู่ และการสืบพันธุ์
เนื่องจากช่วงชีวิตหนึ่งของทุกสิ่งมีชีวิตต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาซึ่งจะนำไปสู่สิ่งที่เราต้องการหรือไม่ต้องการโดยที่ไม่สามารถล่วงรู้ได้ และทุกสิ่งมีชีวิตล้วนมีสัญชาตญาณความกลัว จึงทำให้ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตใดๆย่อมกลัวการเปลี่ยนแปลง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่รู้ตัวหรือไม่ยอมรับว่าตนเองกลัวการเปลี่ยนแปลง และความกลัวการเปลี่ยนแปลงนี้เองเป็นสาเหตุที่ทำให้มนุษย์ยึดติดอยู่กับความเชื่อเดิมๆ

อย่างไรก็ตาม สัญชาตญาณความกลัวไม่เพียงแต่ส่งผลในทางลบ เพราะ หากเราไม่กลัว เราก็ไม่คิดที่จะทำอะไรเลย นั่นคือ ถ้าเราไม่กลัวอดอยาก เราก็จะไม่ทำมาหากิน, ถ้าเราไม่กลัวเจ็บปวด เราก็จะไม่หลีกหนีอันตราย ดังนั้น ความกลัวจึงเป็นสัญชาตญาณแห่งความอยู่รอด ของสิ่งมีชีวิตทั้งมนุษย์และสัตว์
ความกลัวคือสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของมนุษย์โดยไม่รู้ตัว วัยเด็กมนุษย์อาจรู้จักความกลัวเพียงกลัวหิว กลัวเจ็บ กลัวร้อน กลัวหนาว แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปมนุษย์ได้ประสบกับการเปลี่ยนแปลงมากมายตามระยะเวลาที่ดำเนินชีวิตอยู่ ตามบทบาทหน้าที่ และเหตุการณ์ต่างๆที่ได้พบเจอ ทำให้มนุษย์รู้จักความกลัวมากขึ้น เช่น กลัวความพ่ายแพ้ กลัวความจน กลัวความล้มเหลว เป็นต้น มนุษย์จึงเกิดความต้องการสิ่งที่จะมาลดความกลัวเหล่านั้น เพื่อทำให้ตนเองมีความสุข นั่นก็คือ เนยแข็ง ในนิทานนั่นเอง มนุษย์อุปมาการได้มาซึ่งเนยแข็งของตนว่า การประสบความสำเร็จ
ยิ่งมนุษย์ได้เนยแข็งมามากเท่าไร ก็ยิ่งต้องการมันมากขึ้นเท่านั้น และเนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์มีดวงตาไว้มองภายนอก ไม่ได้มีไว้มองภายใน มนุษย์จึงพบแต่เนยแข็งที่อยู่รอบตัว และเอาแต่พยายามมองหาคุณค่าของตนเองจากสายตาของผู้อื่น จนหลงลืมไปว่ายังมีเนยแข็งที่ไม่ต้องซื้อหามาจากไหนและสัมผัสได้ใกล้ชิดที่สุดอยู่ภายในจิตใจของเราเอง
        เพียงแค่เราคิดว่าเราสุข เราก็จะสุข นั่นคือ การประสบความสำเร็จที่แท้จริงคือการประสบความสำเร็จทางจิตใจ
         ดังนั้น จุดประสงค์ที่แท้จริงของผู้เขียนคือต้องการสื่อถึงการจัดการกับความกลัวของมนุษย์

         การประสบความสำเร็จที่แท้จริง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของสมอง แต่ขึ้นอยู่กับวิธีการคิด หากมนุษย์ยังไม่สามารถเอาชนะความกลัวได้และพยายามแสวงหาเนยแข็งตลอดเวลา มนุษย์จะทุกข์มากกว่าหนูเสียอีก
         ผู้เขียนจึงสื่อถึงความจริงของชีวิตและวิธีการจัดการกับความกลัวของมนุษย์ ผ่านทางลักษณะนิสัยของตัวละคร 4 ตัว และสิ่งที่ Haw ได้จารึกไว้บนกำแพง โดยตีความได้ดังนี้
                ไม่มีมนุษย์ผู้ใดที่จะสามารถหนีการเปลี่ยนแปลงได้ ทุกขณะที่โลกกำลังหมุนและชีวิตยังดำเนินต่อไปนั้นเวลาก็กำลังเปลี่ยนแปลงไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงทำให้มนุษย์กลัวและความกลัวจะทำให้มนุษย์มีพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เป็นวัฏจักรเช่นนี้เรื่อยไป  ไม่มีอะไรยั่งยืนเว้นแต่การตายจาก
          การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์คือต้องละทิ้งความกลัวของตนให้ได้ ซึ่งต้องจัดการด้วยตนเองเท่านั้น ไม่มีใครสามารถนำความกลัวออกไปจากจิตใจของใครได้ เมื่อไรที่ความกลัวก่อให้เกิดความทุกข์จะต้องตั้งสติให้ได้เร็วที่สุดแล้วพิจารณาตนเองก่อน เพื่อหาสาเหตุและต้องรู้จะปล่อยวาง เอาชนะความกลัวด้วยความเชื่อใหม่ๆ เมื่อเปลี่ยนแปลงความคิดก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ ที่สำคัญต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆอยู่เสมอ อย่าประมาทกับความสุข เพราะเมื่อคนเรามีความสุขก็มักจะลืมไปเสียสนิทว่าความทุกข์นั้นเป็นเช่นไร
          มนุษย์ผู้ที่จะถูกจัดเป็นสัตว์ประเสริฐและเรียกหนูว่าเป็นสัตว์เดียรัจฉานได้อย่างแท้จริงนั้น จะต้องรู้จักใช้สมองเรียนรู้ความผิดพลาดในอดีต และใช้เป็นบทเรียนในการวางแผนอนาคต เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ทันคาดคิด เพราะหนูไม่มีสมองที่มีโครงสร้างซับซ้อน หากมันไม่มีจมูกที่ไวต่อกลิ่นและขาที่ว่องไวนั้น มันคงไม่มีโอกาสรอดพ้นความตายจากการเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น

Thai Modern Dance

video 

Torpad Nakpansuer, the Miss Thailand entrant 2008


APU - Cultural Fiesta 22 January 2009, Thai Modern Dance

Amazing Thai Dance (Modern dance)
Show in Korea on March 2010 by Nataleela Academy
email : nataleela1999@yahoo.com
FB : Nataleela Academy

โครงการรับบริจาคหนังสือเพื่อห้องสมุดของน้องดินแดนปลายด้ามขวาน

 
       เป็นโครงการที่ดีมากๆค่ะ การจะอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสันติสุขจะต้องให้โอกาสและเคารพสิทธิเสรีภาพซึ่งกันและกันประชาธิปไตยที่แท้จริงจึงจะเกิดขึ้นได้ ประเทศไทยขึ้นชื่อว่า"สยามเมืองยิ้ม" เพราะเรามียิ้มของความโอบอ้อมอารีและมียิ้มของความเป็นไท(ไทที่มีความหมายว่าอิสระเสรี) เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเชื้อชาติศาสนาใด เราควรจะช่วยเหลือเกื้อกูลและยกย่องซึ่งกันและกัน เด็กๆในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ขาดโอกาสทางการศึกษา จึงทำให้ขาดโอกาสอื่นๆตามมาด้วยมากมาย เพราะถ้าคนเราไม่รู้หนังสือ จะไปประกอบอาชีพเลี้ยงปากเลี้ยงท้องอะไรคงไม่ได้ ไม่มีอาชีพก็ไม่มีเงิน ไม่มีโอกาสพัฒนาเศรษฐกิจ สถานที่ท่องเที่ยว สังคมและวัฒนธรรม แม้ว่าตอนนี้สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นมากมาย แต่ก็ยังมีศิลปวัฒนธรรมที่สวยงามให้ชื่นชม มีรอยยิ้มของความมีน้ำใจไมตรี ที่รอคอยการให้ความสำคัญและการทำลายกำแพงขวางกั้นความแตกต่างทางเชื้อชาติและศาสนา ซึ่งเป็นการรอคอยที่เนิ่นนานและยังคงไม่เคยได้รับการเหลียวแล
ธงชาติไทยไกวกวัดสะบัดพลิ้ว
แลริ้วริ้วสลับงามเป็นสามสี
ผ้าผืนน้อยบางเบาเพียงเท่านี้
แต่เป็นที่รวมชีวิตและจิตใจ

ชนรุ่นเยาว์ยืนเรียบระเบียบแถว
ดวงตาแน่วนิ่งตรงธงไสว
"ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย"
ฟังคราวใดเลือดซ่านพล่านทั้งทรวง

ผืนแผ่นดินถิ่นนี้ที่พำนัก
เราแสนรักและแสนจะแหนหวง
แผ่นดินไทยไทยต้องครองทั้งปวง
ชีพไม่ล่วงใครอย่าล้ำมาย่ำยี

เธอร้องเพลงชาติไทยมั่นใจเหลือ
พลีชีพเพื่อชาติที่รักทรงศักดิ์ศรี
เพลงกระหึ่มก้องฟ้าก้องธาตรี
แม้ไพรีได้ฟังยังถอนใจ

แต่สิ่งหนึ่งซึ่งไทยร้าวใจเหลือ
คือเลือดเนื้อเป็นหนอนคอยบ่อนไส้
บ้างหากินบนน้ำตาประชาไทย
บ้างฝักใฝ่ลัทธิชั่วน่ากลัวเกรง

ทุกวันนี้ศึกไกลยังไม่ห่วง
แต่หวั่นทรวงศึกใกล้ไล่ข่มเหง
ถ้าคนไทยหันมาฆ่ากันเอง
จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง
 
แต่งโดย...   นภาลัย (ฤกษ์ชนะ) สุวรรณธาดา
       พูดถึงเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลายคนคงนึกถึงกลอนบทนี้ แต่ถ้าลองอ่านและลองฟัง ทั้งสื่อและกลอนอย่างปิดหูปิดตาแล้วเปิดใจ อาจจะรับรู้ความหมายอะไรบางอย่างของกลอนบทนี้ บางครั้งการทำร้ายกันทางจิตใจสามารถฆ่าคนได้อย่างตายทั้งเป็นมากกว่าการทำร้ายทางร่างกาย...
       ถ้าใครอ่านบทความนี้จนจบ อยากให้ช่วยกันสนับสนุนโครงการดีๆแบบนี้ และแข่งกันสร้างโครงการที่ดีกว่านี้ให้มากๆค่ะ แผ่นดินจะยิ่งใหญ่ได้ไม่ต้องขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่ แต่อยู่ที่เราจะผสมผสานความแตกต่างให้กลมกลืนและสวยงามได้แค่ไหน
       "อย่าตัดสินกันที่ชาติกำเนิด แต่จงตัดสินกันด้วยการกระทำ" คำสอนนี้มีอยู่ทุกที่ ทุกองค์กร ทุกศาสนา และทุกหัวใจ ลองหันมาเข้าใจประโยคที่ว่า"เอาใจเขามาใส่ใจเรา" ให้มากกว่าเรื่องรักๆใคร่ๆนะคะ :)       
        

วันอังคารที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2555

Dancing Saint Petersburg

For some reason inhabitants of Saint-Petersburg are all in a good mood and keep dancing the whole day. Enjoy great pictures of beautiful dancing people from a mighty Russian city. :">






























Published by EnglishRussia

That's the awesome shots in the beautiful environments!
I hope the pretty dancers can make you smile. :3

วันจันทร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2555

Favorite Sites



Design


Ballet
  • for-ballet-lovers-only : Original Photographs & Ballet Writings
  • Ballerina Gallery : Collection of ballerina photos, links, memorabilias, and news.
  • De Ballet : Professional network for ballet dancers, ballet companies, ballet schools and ballet fans. Follow your favorite dancers, create a dancer profile, find a ballet school.
  • Ballerina Project : Gorgeous Ballet Photographs
  • Ballet News : Latest Updates


My Favorite Fashions


Photographs
 

ILLUSTRATION

ภาพ Illustrations




ภาพจาก : https://www.facebook.com/musadinessunosonoio

Illustration คืออะไร ?
       Illustration คือ ภาพลายเส้นที่มีความคมชัดสูง ส่วนใหญ่จะเป็นภาพที่ใช้ในนิตยสาร โลโก้สินค้า การออกแบบ website

ใครคือ Illustrator ?
      Illustrator น่าจะเป็นคนที่เป็นทั้งศิลปินและนักออกแบบ แล้วศิลปินกับนักออกแบบต่างกันอย่างไร ? ศิลปินก็คือคนที่ใช้อารมณ์ความรู้สึกในการสร้างสรรค์ผลงาน ใช้ผลงานจรรโลงสังคม ส่วนนักออกแบบก็คือคนที่ใช้ความคิดในการสร้างสรรค์ผลงานให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างน่าพอใจ
แต่อะไรคือมาตรฐานของความพึงพอใจ ?

       ความพึงพอใจอาจจะอธิบายได้ 3 ข้ออย่างกว้างๆ
       1.ความสวยงาม แน่นอนว่าเป็นสิ่งแรกที่ทุกคนจะมอง
       2.ประโยชน์ใช้สอย คือการสามารถนำผลงานกลับมาใช้ประโยช์ได้ สำหรับ Illustration ผลงานที่มีประโยชน์ใช้สอยที่ดี น่าจะเป็นงานที่เข้าใจง่าย ส่งความรู้สึกได้ดี
       3.มีแนวความคิดที่ดี ข้อนี้แหละเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้งานมีคุณค่ามากขึ้นค่ะ :)

       สำหรับภาพที่เอามาลงบล็อกวันนี้ เป็นผลงานของศิลปินต่างชาติ ซึ่งเป็นภาพที่มีคนชื่นชอบค่อนข้างเยอะมาก จะเห็นว่าศิลปินเหล่านี้มีสไตล์การออกแบบที่เป็นตัวของตัวเองและมีเอกลัษณ์ สิ่งที่เขาสื่อสารลงไปในผลงานล้วนเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ๆตัว พบเจอบ่อยๆในชีวิตประจำวัน หรือเป็นเรื่องราวที่ได้เจอมา เขาจึงถ่ายทอดความคิดและความรู้สึกต่อสิ่งนั้นๆลงไป จะเห็นว่าภาพ Illustration บางภาพ ไม่จำเป็นต้องมีลายเส้นที่สวยระดับมืออาชีพเลยค่ะ แต่สามารถทำให้คนดูประทับใจได้ นั่นเพราะภาพของเขาเกิดจากความจริงใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะ
       ปัจจุบันนี้ค่านิยมของสังคม ทำให้ศิลปะกลายเป็นงานเพื่อธุรกิจ ทำให้คนใช้พรสวรรค์ในการแข่งขัน เพื่อชื่อเสียง เงิน หรือรางวัล ผลงานส่วนใหญ่จึงแทบจะไม่เหลือความเป็นศิลปะ เพราะเป็นแค่ภาพที่ถูกกำหนดมาให้มีรูปแบบสวยงาม แต่ไม่มีอารมณ์ความรู้สึก ผลงานพวกนั้นจึงถูกมองแค่ครั้งเดียวเพียงเพื่อรับรู้ว่ามันสวยดี ต่างกับภาพของคนที่เป็นศิลปินจริงๆ ภาพเหล่านั้นทำให้คนที่ดูแล้วต้องกลับมาดูอีกครั้ง...












       ดูรูปบางรูป อาจจะรู้สึกว่าน่ากลัวใช่ไหมคะ แต่ถ้าลองดูดีๆแล้ว มีสิ่งที่ศิลปินกำลังสื่อผ่านรูป เหตุผลที่รูปส่วนใหญ่ดูน่ากลัว อาจจะเป็นเพราะสังคมสมัยนี้น่ากลัวก็ได้นะคะ :) รูปที่เราดูแล้วมีความรู้สึกไปตามเส้นและสีของมัน น่าจะแสดงว่าศิลปินสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะสามารถสื่อความรู้สึกผ่านรูปออกมากระทบอารมณ์ของคนดูได้ค่ะ


ขอบคุณรูปจาก http://favim.com/illustration/